จิตวิทยาการจูงใจเพื่อทำให้เกิดการซื้อ
จิตวิทยาการจูงใจเพื่อทำให้เกิดการซื้อ
จิตวิทยากับการจูงใจ แค่มองตาก็รู้ใจ จริงเหรอ ?

คงต้องยอมรับว่า Data เป็นเรื่องใหญ่ในการทำธุรกิจไปแล้วนะครับ ผู้เขียนเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการโฆษณาและการตลาดมาตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูของมีเดียอย่างสิ่งพิมพ์ ดีลงานกับสำนักหนังสือพิมพ์กันจนหัวหมุนมาก่อน

ซึ่งการสร้างสรรค์งานสมัยก่อนเราใช้ Data น้อยมากในวงเอเจนซี่ (เล็กๆ) ฟันธงกันเอง ทึกทักกันเองว่าแบบนี้แหละคือแรร์ไอเท็มทางความคิด ว่าไปนั่น

หลังจากเปลี่ยนแปลงมาเป็นครีเอทีฟที่สร้างสรรค์เนื้อหาบนโลกออนไลน์ จนมาเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ทำการตลาดออนไลน์ จึงทำให้มองเห็นภาพความแตกต่างในการทำธุรกิจและการใช้ Data ระหว่างยุคก่อนและปัจจุบัน

กลายเป็นว่าการทำตลาดในสมัยก่อนส่วนใหญ่เราวิเคราะห์จากพฤติกรรม เก็บเกี่ยวข้อมูลเหมือนกับยุคนี้แหละ แต่อาจจะมีเพียงข้อมูลจากลูกค้าบางส่วน หรือจากการเซอร์เวย์จึงนำมาใช้กับหลักจิตวิทยาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูลในปัจจุบันบวกกับหลักจิตวิทยาเขาไป มันทำให้สิ่งเหล่านี้ได้ผลเกินคาดครับ

การทำความเข้าใจจิตวิทยาของคนยุคนี้ได้กลายมาเป็นทางแยกสำคัญ ที่ทำให้เกิดความแตกต่างของธุรกิจ เช่น การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายและลูกค้าโดยตรง เมื่อผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง…


backlink คืออะไร
backlink คืออะไร

การทำ SEO เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกันแล้วนะครับ สำหรับใครที่กำลังศึกษาเรื่องการทำ SEO สามารถเข้าไปดูวิธีการทำได้ที่ เทรนด์การทำ SEO ในปี 2020 ซึ่งถ้าให้สรุปง่ายๆ มันมีอยู่ไม่กี่อย่างครับ ผมขอแบ่งเป็น 3 หลักที่เป็นแก่นของ SEO ดังนี้

  1. โครงสร้าง (Structure) เว็บไซต์ที่ดีจะต้องมีโครงสร้างที่ดีและเป็นมิตรกับ Search Engine
  2. เนื้อหา (Content) เนื้อหาบนเว็บไซต์ต้องมีความเป็นต้นฉบับ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้อ่าน
  3. ลิงก์ (Backlink) ลิงก์ที่ถูกส่งมาจากเว็บไซต์อื่นที่ลิงก์มายังเว็บไซต์เราต้องมีคุณภาพ

Backlink คืออะไร

backlink คือ ลิงก์ที่ชี้ที่อยู่เว็บไซต์ของเราจากเว็บไซต์อื่น การทำ Backlink เป็นการบอกให้ Google bot รับทราบว่าเนื้อหาของเว็บไซต์เราได้รับการยอมรับจากแหล่งที่มา ยิ่งมีจำนวนมาก Google ก็จะให้คะแนนการจัดอันดับหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ของเรามากขึ้น

แต่ไม่ได้หมายความว่า การไม่มี backlink จะทำให้เว็บไซต์เราไม่ติดอันดับนะครับ เพราะว่าปัจจัยของการทำ SEO นั้น การทำ backlink เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดอันดับ และการให้คะแนนคุณภาพเท่านั้น การทำ SEO จึงมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่จำเป็นต้องทำเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจของ Google Search Engine

การทำ Backlink นั้นยังมีเรื่องของค่า DA (Domain Authority), PA (Page Authority), Page Rank ต่างๆ ซึ่งเราสามารถดูค่าเหล่านี้ได้จากเว็บตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์จำพวก SERPs และเช็คอันดับคีย์เวิร์ดได้ที่ SERP Checker

ผมมีบทความหนึ่งเชิงเทคนิคที่เกี่ยวกับการทำ Backlink และอธิบายไว้โดยละเอียดว่า Backlink คืออะไร ไปตามอ่านได้ที่นี่ครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรียนรู้การทำ SEO ในปี 2021 แบบสนุก เข้าใจง่ายๆ เข้ามาเยี่ยมชมได้ที่แฟนเพจนะครับ >> พี่หมีฮาร์ดเซลล์


เมื่อพูดถึงการทำคอนเทนต์หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือการทำ บทความ วีดีโอ หรือรูปภาพที่เราอยากจะนำเสนอ แต่จริงๆ แล้ว การทำคอนเทนต์มันยังมีปัจจัยอื่น บริบทใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับสังคมยุคใหม่ ที่เข้ามามีบทบาททำให้การทำคอนเทนต์ในสมัยนี้และในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป

ในช่วงชีวิตการทำงานโฆษณาและการตลาดกว่า 10 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เทรนด์ต่างๆ การทำคอนเทนต์ที่หลากหลาย และงานออกแบบที่ทั้งน่าชื่นชมและกร่นด่า ทำให้ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า Trend มันช่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หากใครไม่ได้สังเกตุก็อาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง จนพลาดท่าเสียทีวนทำสิ่งเก่าๆ ที่เขาไม่สนใจแล้ว

บทความนี้ผมอยากสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่าย..เป็นข้อๆ กันนะครับ

1. Personalized / Customization

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป (จริงๆ มันก็มีมานานแล้ว) แต่เราอาจจะเพิ่งเริ่มรู้จักคำนี้กัน นักการตลาดที่เป็นผู้สร้างคอนเทนต์ นั้นได้ใช้การฟังเสียงของผู้บริโภค ลูกค้า กันมาเป็นเวลานาน เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล และเลิกการส่งข้อมูลแบบชุดเดียว ให้กับทุกคนแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมล ข้อความบอร์ดคาส ประชาสัมพันธ์ต่างๆ ข้อมูลแบบชุดเดียวกลายเป็นสิ่งที่ “ทุกคนไม่ต้องการ” อีกต่อไป

ปัจจุบัน เราก็สามารถเลือกได้แล้วว่าเราจะส่งสาร ข้อความ คอนเทนต์เหล่านั้น ไปยังลูกค้าคนไหน เพราะเรามีข้อมูล (Data) ที่คอยส่อง และจับพฤติกรรมพวกเขาว่า เขาอยู่ในบริบทไหน เช่น สถานที่ ชอบทำอะไร เล่นกีฬาอะไร ชอบรูปภาพแบบไหน เทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นตัวช่วยคัดสรรเนื้อหาที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน และส่งออกไปได้อย่างแม่นยำด้วยเครื่องมือการตลาดยุคใหม่ (Martech) ได้อย่างตรงใจ…


ในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นช่วงของการพัฒนาทางการศึกษาและวิทยาศาสตร์ ใครเล่าจะรู้ว่าการค้นพบนั้น แทนที่จะกลายเป็นประโยชน์ แต่กลับกลายเป็นเรื่องราวอันขมขื่นและนำมาซึ่งการกดขี่คนที่มีเพศสภาพเป็นหญิงในยุคนั้น

นี่คือเรื่องราวของการค้นพบจุดศูนย์รวมเส้นประสาทในเพศหญิง คลิตอริส (clitoris)

ผู้ค้นพบคลิตอริส (ปุ่มกระสัน)

ผู้ค้นพบจุดดังกล่าว คือ นายแพทย์แมตธีโอ เรอัลโด้ โคลอมโบ ชาวอิตาเลี่ยนจากมหาวิทยาลัยปาดัว เขาเป็นผู้คนพบอวัยวะที่มีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำภายในช่องคลอดของเพศหญิง หรือจุดคลิตอริส (Clitoris) ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์และระบบไหลเวียนเลือดและของเหลวในร่างกาย

“คลิตอริส” จุดรวมความเสียวของหญิงสาว

คลิตอริสนั้นเป็นจุดหรือปุ่มที่อยู่ภายในช่องคลอด อาจเรียกอีกอย่างว่า “ปุ่มกระสัน” มันจะขยายตัวเมื่อถูกกระตุ้น ความพิเศษของมันคือ เป็นจุดศูนย์รวมเส้นประสาทมากกว่า 8,000 เส้น หรือประมาณ 2 เท่าของปลายองคชาต ทำให้จุดนี้เป็นจุดที่ถือว่าเป็นรวมความเสียวของหญิงสาวนั่นเอง

ความปรารถนาที่ถูกปิดกั้น

กลับมาที่เรื่องราวในช่วงศตวรรษที่ 16 ความเชื่อทางศาสนาในช่วงนั้นให้ค่าของความปรารถนาเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ ยิ่งในช่วงก่อนศตวรรษที่ 16 การข่มอารมณ์ไม่ให้มีความปรารถนาทางเพศถือเป็นการเอาชนะ “ปีศาจ” ได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าเหล่าสตรีเพศต้องรักษาศิลและจิตวิญญานให้บริสุทธิ์ เพื่อให้คงสถานะที่จะทำให้ได้พบพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง

เครื่องมือของเหล่าศาสนจักรถูกคิดค้น หยิบมาใช้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการภาวนาแบบที่เรารู้จักหรือการ “ทรมาน” ในแบบต่างๆ เช่น ตรึงไม้กางเขน อดอาหาร ฯลฯ

การทรมานนั้นแพร่หลายไปยังกลุ่มนักบวชและแม่ชี แต่ที่น่าสนใจคือ เครื่องมือเหล่านี้ เมื่อบุคคลทั่วไปนำไปใช้กลับกลายเป็นว่ามันสร้าง “ความปรารถนาทางเพศ” มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกโบยตี การทรมานให้เจ็บปวด และการทรมานนี้เอง ก็เริ่มเปลี่ยนสถานะเป็น “กิจกรรมลับทางศาสนา”

การค้นพบที่สำคัญ

การค้นพบของนายแพทย์แมตธีโอ ในช่วงปี ค.ศ. 1545 ขณะดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญกายวิภาคที่มหาวิทยาลัยปิซ่า และศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคของมหาวิทยาลัยในนครวาติกัน

เขาได้ทำการศึกษาร่วมกับศิลปิน มิเกลันแองเจโล (Michaelangelo) ซึ่งเขาได้เขียนตำรากายวิภาคไว้จนเสร็จสิ้น และได้ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1559 (หลังจากที่ตัวเขาเสียชีวิต) โดยตำราทั้ง 15 เล่ม เป็นผลงานการศึกษาด้านกายวิภาคที่ได้รับอิทธิพลจากการแก้ไขความเชื่อเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์ที่ผิดปกติ เช่น การพิสูจน์ว่าไตสองข้างไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน เลือดไม่ได้ไหลจากซ้ายไปขวา แต่ต้องผ่านการผสมอากาศจากปอด

การค้นพบปุ่มกระสัน หรือคลิตอริส อยู่ในตำราเล่มที่ 11 แสดงให้เห็นถึงอวัยวะเพศหญิงและสิ่งเล็กๆ ในช่องคลอดที่เป็นจุดรวมเส้นประสาทที่ทำให้เกิดความกำหนัดแก่เพศหญิงด้วยกัน

เนื่องจากไม่เคยมีผู้ใดเขียนถึงสิ่งนี้ และกระบวนการที่กล่าวมาก่อน ข้าพเจ้าขอขนานนามสิ่งนี้ว่า เป็นศูนย์รวมของความกระสันแห่งเทพวีนัส ข้าพเจ้าแปลกใจไม่น้อยที่หามีนักกายวิภาคคนใดค้นพบมันมาก่อน ทั้งที่มันแทบจะเป็นงานศิลปะชั้นยอดบนร่างกายอิสตรีเลยทีเดียว

เวลาล่วงเลยไปกว่า 2 ศตวรรษ จึงได้มีการทำอนุสรณ์ให้กับนายแพทย์แมตธีโอ ซึ่งในช่วงระหว่างนั้นคือยุคแห่งการ ล่าแม่มด

ความเชื่อที่เปลี่ยนไป

การค้นพบนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการความเชื่อและวิทยาศาสตร์ จากความเชื่อที่ว่าเพศหญิงมีหน้าที่ดำรงเผ่าพันธ์และคลอดบุตรตามความเชื่อของศาสนจักรเท่านั้น ในยุคของการล่าแม่มดจึงเป็นยุคแห่งการกดขี่ข่มเหงเพศหญิง

ร่องรอยบอบช้ำที่หัวนม และปุ่มกระสัน การมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดแปลกบ่งบอกถึงความวิปลาศให้ร้ายเพศหญิงโดยกล่าวหาว่าเป็นปีศาจร้าย และแม่มด แม้แต่การคลอดบุตรที่ผิดวิธีเนื่องจากการแพทย์ยังไม่ทันสมัยมากนัก เหล่านักล่าแม่มดก็ไม่ฟังข้อแก้ต่างนี้ และใช้สภาพของอวัยวะเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือชำระล้างบาป

หนึ่งในเคสที่แปลก (ในสมัยนั้น) ของนายแพทย์แมตธีโอ คือหญิงหม้ายสาวที่มีอวัยวะเพศชิ้นเล็กๆ ยื่นออกมาโดยนายแพทย์คิดว่าเป็นองคชาต หรืออาจมีสองเพศ แต่เมื่อเขาเขี่ยโดยใช้นิ้วสัมผัสอวัยวะนั้น ร่างกายของผู้ป่วยตอบสนองต่ออารมณ์ทางเพศ หัวใจเต้นแรง และรู้สึกผ่อนคลาย

แมตธีโอทำรักษาหญิงสาวม้ายเป็นเวลากว่า 10 วัน อวัยวะที่คล้ายกับองคชาตก็หดตัว และอาการของเธอก็ดีขึ้นตามลำดับ นายแพทย์จึงเดินทางกลับมาที่มหาวิทยาลัย แต่หญิงสาวม้ายนั้นจากเดิมที่อยู่ในอารามโบสถ์ กลับนำอารามนั้นไปเปิดเป็นโรงโสเภณี ในเมืองฟรอเรนซ์ เพื่อบำบัดความใคร่ให้แก่เหล่าหญิงผู้ทุกข์ทรมานจากการถูกกดขี่ความปรารถนาทางเพศและสอนให้รู้จัก “ปุ่มกระสัน” อีกด้วย

แม้การเปิดซ่องหรือโรงโสเภณีนั้นไม่มีความผิด แต่สุดท้ายเธอก็ถูกเผาให้ตายทั้งเป็นในปี ค.ศ. 1559 โดยลูกค้ากล่าวหาเธอว่าเป็นแม่มด จากการค้นพบวิธีหาความสุขให้ตัวเอง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง ทำไมจึงต้องล่าแม่มด


มีคนไม่น้อยที่พยายามจะไม่เป็น “คนเฮงซวย” แต่ที่เหลือรอดบนโลกนี้ละ เป็นคนจำพวกคนเฮงซวยจริงหรือเปล่า ? เรามาหาคำตอบกันครับ

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งครับชื่อว่า “The Asshole survival guide” ทำยังไงให้รอด เมื่อต้องลงเรือลำเดียวกันกับ “คนเฮงซวย” วันนี้ผมมาขยายบางส่วนให้อ่านกัน…

มนุษย์เราล้วนมีดีมีแย่ปะปนกันไป…แต่คนที่เข้าข่ายจำพวกที่กล่าวมานั้น ก็มีไม่มาก และไม่น้อยเลย บนโลกใบนี้ คนชอบพูดคำหยาบ (กับคนไม่รู้จัก) ด่าทุกอย่างบนโลก ทำตัวน่ารำคาญ พูดไม่หยุดหย่อน หรือแม้แต่ไม่รู้จักมารยาทในสังคม เช่น ขากถุย แซงคิว หรืออะไรก็ตามที่เกินจะจินตนาการ

เราทุกคนรู้กันดีและเคยเผชิญหน้ากับพวกเขามาแล้วใช่ไหม ทั้งที่ทำงาน ในสถาบันการศึกษา หรือแม้แต่เพื่อนสนิทคุณบางคน คนที่ทำกับเราเหมือนเราเป็นขยะเปียก แล้วทำอย่างไรละ จะไม่ให้เรากลายเป็น คนเฮงซวยในที่สุด

ในทางจิตวิทยา หากคุณกำลังเผชิญหน้า หรืออยู่ในสังคมที่ต้องเจอพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยๆ การปล่อยปละละเลย ให้ผู้อื่นแสดงพฤติกรรม ไม่ให้เกียรติคนอื่น ทั้งจากตัวคุณและกับผู้อื่น คุณ…ก็อาจมีแนวโน้มจะกลายเป็นคนเฮงซวยได้ ในที่สุด

คนเหล่านี้อาจจะเกิดจากระบบ หรือโดนคนเฮงซวยคนอื่นๆ ชักจูงเปลี่ยนแปลงเขาไป เพราะต้องเผชิญหน้ามาตั้งแต่เด็ก เมื่อหนีไม่ได้ ก็กลายเป็นพวกเดียวกันเสียเลย แต่ขั้นสุดยอดและรับมือยากสุดๆ นั่นคือ คนเฮงซวยแบบถาวร ถอนรากถอนโคนไม่ขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้ ชอบที่จะทำพฤติกรรมเฮงซวยเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และไม่ว่าจะอยู่ที่ใด คนเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้ตลอดเวลา…


ขึ้นชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการอยู่รวมกัน เมื่ออยู่รวมกันจึงหนีไม่พ้นการบริหารและการจัดการ เพื่อให้ได้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม การมี อำนาจในการบริหารจัดการจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อเรามีสังคม

อำนาจ หรือ POWER

ในสถานการณ์โดยเท่าไป เราก็จะรู้ดีว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ เช่น กรรมการในสนามฟุตบอลผู้ดูแลกติการ ตำรวจจราจรที่มีอำนาจหยุดรถบนท้องถนนดูแลอุบัติเหตุได้ จากความเห็นร่วมกัน แต่การให้คำนิยามของคำว่าอำนาจแท้จริงนั้น ทำได้ยาก! เนื่องจากความแตกต่างกันของวัฒธรรม บริบทของสังคม แต่ก็อาจสรุปได้ว่า กลยุทธ์ของอำนาจที่หมายถึง ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมบุคคล หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ จำแนกเป็น 6 แบบ

อำนาจในการบังคับ

คืออำนาจที่มีรากฐานมาจากความสามารถให้การลงและการข่มขู่ ทั้งแบบยอมรับได้หรือยอมรับไม่ได้ เช่น นายจ้างมีอำนาจและความสามารถในการไล่พนักงาน หรือลูกจ้างออกเมื่อไม่ทำตามกฎ ผู้ก่อการร้ายขู่ว่าจะวางระเบิดห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ผู้คนออกไปจากพื้นที่

อำนาจในการให้รางวัล

การครอบครองทรัพยกรที่ได้มามากกว่าผู้อื่นในสังคม ก็สามารถกลายเป็นผู้มีอำนาจได้ โดยสามารถจัดหาทรัพยากรนั้นๆ ที่ตนเองมีอยู่และให้ความหมายของทรัพยากรหรือสิ่งของสิ่งนั้นว่ามีมูลค่ามากและทำให้เป็นรางวัล เพื่อมอบแก่ผู้คนในสังคม เช่น เจ้าของบริษัทให้โบนัสแก่พนักงานเมื่อทำยอดขายได้ตามยอด เพราะมีความสามารถและมีทรัพยกรเงินเหนือลูกน้องเป็นจำนวนมาก…


เมื่อกระแส Social Distance เกิดขึ้นทำให้หลายคนต้องอยู่บ้าน คนทำงานต้อง Work form Home เพื่อร่วมมือกันลดเชื้อโควิดที่กำลังระบาด พฤติกรรมการค้นหาและใช้จ่ายของคนไทยเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เรามาดูกันครับ

ผู้คนค้นหาสินค้า Delivery พุ่งสูงกว่า 300%

ผู้เขียนคาดการณ์ “คำค้น” ที่ “คนไทย” น่าจะค้นหา จากเครื่องมือ Google Trend ให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน คำที่มีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ทำงานจากที่บ้าน หรือผู้ที่หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน ตามพฤติกรรม Social Distance รักษาระยะห่างทางสังคม


the platform — Netflix.com

“จิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง” ยังใช้ได้เสมอแม้ในยุคปัจจุบัน หลังจากผู้เขียนได้ดูหนังเรื่อง The Platform ไปเมื่อคืนวานก่อน ทำให้เกิดคำถามมากมายในหัว.. ว่าเราเป็นใครและ “เรา” จะอยู่ในสังคมที่ “ครอบ” หรือถูกควบคุมโดยระบบนี้ให้มีความสุขได้อย่างไร ?

ผู้เขียนเริ่มมองหาคำตอบในหนังนี้ ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “ระบบ” ตามชื่อเรื่อง “THE PLATFORM”

โดยตัวเอกของเรื่อง (โกเรง) ตื่นขึ้นมาพร้อม สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยกำแพงคอนกรีต ที่สภาพดูเหมือน “คุกแนวตั้ง” แต่ดูไปดูมาจะเรียกแบบนั้นก็ไม่ได้ เพราะถ้าเป็น “คุก” สถานภาพของทุกคนย่อมจะเท่าเทียมกัน สิ่งที่ทำให้รู้สึกคล้ายคุกก็คือ คนที่อยู่ในนั้นเป็นผู้ที่เคยทำผิด โดยที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ แต่พอมาดูอีกทีจะเรียกแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะถ้าเป็นคุก ทุกคนจะต้องจองจำในสภาพเดียวกัน ถูกแบ่งปัน ทรัพยากรต่างๆ อาหาร ต้องทำงานอย่างเท่าเทียม แต่สถานภาพของคนในนี้ กลับไม่ได้มีลักษณะแบบนั้นซะทีเดียว


หลายคนสงสัยว่า ทำไมเวลาค้นหาข้อมูลบน Google ทำไมถึงเจอแต่เนื้อหาเก่าๆ ตั้งแต่ 2015 บ้าง นี่ปี 2020 แล้วนา ทำไมไม่แสดงผลอันล่าสุด? เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ ผู้เขียนเลยจะมาอธิบายให้ฟังครับ

  • ทุกครั้งที่เราเห็นหลังกด “ค้นหา” เราโดนเก็บ Stats หมดไม่ว่าจะเป็น ยอดวิว Impressions, Clicks, ค่าเหล่านี้ถูกนำไปประมวณผลอัตราส่วนที่แสดงว่าผู้ที่เห็นโฆษณาของคุณคลิกโฆษณาบ่อยเพียงใด (CTR) นั้นเอง นั่นหมายความว่า หากคอนเทนต์ของใครที่ถูกค้นหาเยอะ เข้าบ่อยและเยี่ยมชมนาน ก็จะได้รับเลือกมาให้แสดงผลก่อนเสมอ
  • เมื่อใดก็ตามที่เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกบน Google จะส่งผลให้จำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีหยุด (คงไปห้ามคนคลิ๊กไม่ได้) คิดง่ายๆ ว่าหากคุณเข้า Google คุณจะกดลิงค์หรือข้อมูลที่หน้าแรก อันดับต้นๆ หรือจะกดหน้าถัดไป

1. เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้อยู่แค่ “หัวเมือง” อีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ เราคาดการณ์กันเสมอว่า…เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่าเมืองอื่นๆ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ฯลฯ แต่รู้หรือไม่ว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการต่างๆ ทำให้ลูกค้าใหม่ มาจากทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย นักช้อปจึงไม่ได้อยู่แค่หัวเมืองอีกต่อไป

Adisorn Kaewchansilp (Mhee)

A Growth Marketer [thewhitemarketing.com]

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store